การสั่นและคลื่นเสียง
SHOCK WAVES หรือ ชอร์กเวฟ
ชอร์กเวฟเกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ได้เท่ากับความเร็วของคลื่นหรือเร็วกว่า จะเกิดปรากฎการณ์ที่ว่าสันคลื่นไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ออกไปจากแหล่งกำเนิดเสียง โดยถ้าแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ได้เท่ากับความเร็วของคลื่น สันคลื่นจะเกิดการซ้อนกัน เสริมกันกลายเป็นแอมพลิจูดขนาดใหญ่เรียกว่า ชอร์กเวฟ และเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่เร็วกว่าคลื่น สันคลื่นจะฟอร์มตัวเป็นรูปกรวย โดยมีมุม
= sin-1(v/u) อัตราส่วน u/v เรียกว่า เลขมัค (Mach number) ชอร์กเวฟเกิดขึ้นได้บ่อยมากในสถานการณ์ต่างๆกัน ดังเช่น โซนิกบูม คือ ชอร์กเวฟประเภทหนึ่งของเครื่องบินที่วิ่งเร็วเหนือเสียง คลื่นที่เกิดหลังเรือเร็วก็เป็นชอร์กเวฟอีกประเภทหนึ่ง นอกอวกาศก็สามารถจะเกิดชอร์กเวฟได้ อย่างเช่น ลมสุริยะที่วิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าชนสนามแม่เหล็กโลก เป็นต้น
a) เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วของคลื่น สันคลื่นจะรวมกันอยู่ที่ยอดก่อให้เกิดชอร์กเวฟขึ้น b) ชอร์กเวฟเกิดขึ้นได้อีกกรณีหนึ่งเมื่อความเร็วของแหล่งกำเนิดเสียง u มากกว่าความเร็วของคลื่น v ในช่วงระยะเวลา
หน้าคลื่นจะเคลื่อนที่ได้เป็นระยะ
แต่แหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ได้ระยะทางมากกว่า คือ
ชอร์กเวฟจะฟอร์มตัวเป็นรูปกรวย โดยมีมุม
= sin-1(v/u)
เสียง
เสียงเกิดจาก การสั่นของวัตถุ เราสามารถทำให้วัตถุสั่นด้วยวิธีการ ดีด สี ตีและเป่า เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเกิดการสั่น จะทำให้โมเลกุลอากาศสั่นตามไปด้วยความถี่เท่ากับการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียง เกิดเป็นช่วงอัดช่วงยายของโมเลกุลของอากาศ ซึ่งพลังงานของการสั่นจะแผ่ออกไปรอบๆแหล่งกำเนิดเสียง ตรงกลางส่วนอัดและตรงกลางส่วนขยายโมเลกุลอากาศจะไม่มีการเคลื่อนที่(การกระจัดเป็นศูนย์) / แต่ตรงกลางส่วนอัดความดันอากาศจะมากและตรงกลางส่วนขยายความดันอากาศจะน้อยมาก ดังนั้นคลื่นเสียงจึงเป็นคลื่นตามยาวเพราะโมเลกุลของอากาศจะสั่นในทิศเดียวกับทิศที่เสียงเคลื่อนที่ไป ความดังของเสียงจะขึ้นอยู่กับช่วงกว้างของการสั่น(แอมปลิจูด) ถ้าแอมปลิจูดมากเสียงจะดังมาก การเปลี่ยนความดันอากาศนี้สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า จนถึง หูของ ผู้ฟังทำให้ได้ยินเสียง
v source = v sound (Mach 1 ) จ่อที่กำแพงเสียง
เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าเสียง (v s = v หรือ Mach 1 ) หน้าคลื่นทางขวาจะถูกอัดกันอยู่ทางด้านหน้า เป็นแนวเส้นโค้ง ทำให้หน้าคลื่นเกิดการแทรกสอดแบบเสริมกัน ความดันของคลื่นเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เรียกว่า คลื่นกระแทก ( shock wave)
| ลองฟังเสียงก้อง |
เมื่อเราผ่านกระบวนการแรกเสร็จแล้วนะ เราก้อจะเข้าสู่กระบวนการที่ 2 คือการทำให้เป็นเสียงแบบต่างๆ โดยเกิดจากการดัดแปลงการทำงานของเส้นเสียง ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงได้ 2 แบบคือ เสียงก้องกับเสียงไม่ก้อง อธิบายง่ายๆนะครับ ลองเอามือไปแตะไว้บริเวณลำคอ แล้วลองพูดดูนะครับ เสียงที่ก้องจะพบว่ามันมีการสั่นของเส้นเสียง คือ มีการสั่นที่บริเวณกล่องเสียงหรือลูกกระเดือกของเรานะครับ ถ้าเสียงไม่ก้องจะไม่มีการสั่นของเส้นเสียง โดยที่การสั่นของเส้นเสียงจนทำให้เกิดเสียงก้องนี้นะครับ เราจะเรียกมันว่าการสั่นแบบธรรมดา ลองดูวิดิโอนี้นะครับ
อ้างอิง

มีความพยายามจัดทำผลงาน ขอชื่นชม มีข้อ comment เพื่อการปรับปรุงในงานชิ้นต่อไป ดังนี้
ตอบลบ1. เนื้อหามากเกินไป
2. ต้องเรียงลำดับเนื้อหาด้วย
3. ถ้าเรื่องใดมีการคำนวณต้องมีตัวอย่างด้วยนะคะ
4. ควรเรียบเรียงใหม่เป็นของตนเอง ไม่ควร copy มาทั้งหมด
พยายามใหม่นะคะ..เป็นกำลังใจให้ค่ะ